สายออกกำลังกายและแฟนคลับอุปกรณ์สวมใส่ของ Google ได้ลุ้นกันอีกแล้ว หลังมีข้อมูลหลุดของ Fitbit Edge ออกมาจากฝั่งร้านค้าปลีกแบบไม่ทันตั้งตัว ข้อมูลล่าสุดจาก Android Headlines เผยให้เห็นงานดีไซน์หน้าจอทรงโค้งมนที่ขยายพื้นที่แสดงผลชิดขอบมากกว่าฟิตเนสแทร็กเกอร์รุ่นก่อนๆ แถมยังมีการปรับแต่งหน้าปัดนาฬิกาให้อารมณ์คล้ายกับ Pixel Watch แต่ปรับรูปทรงให้ลงตัวกับหน้าจอใหม่ มีการแสดงผลเวลา วันที่ พร้อมวิดเจ็ตแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว และปุ่มลัดสำหรับเริ่มออกกำลังกายอย่างครบถ้วน
บริเวณด้านหลังของตัวเรือนยังคงมาพร้อมกลไกการถอดสายทั้งฝั่งบนและฝั่งข้างล่าง รวมถึงชุดเซนเซอร์วัดค่าสุขภาพที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Fitbit Air ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า Google อาจจะเลือกใช้สายชาร์จแม่เหล็กรุ่นเดียวกัน นอกจากนี้บริเวณขอบเคสฝั่งซ้ายและฝั่งขวายังมีแถบโลหะติดตั้งอยู่ ซึ่งคาดว่ามีไว้สำหรับการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG นับเป็นการเดินตามรอยความสำเร็จของดีไซน์ในรุ่น Fitbit Charge 6 อย่างชัดเจน
สำหรับตัวเรือนและสายรัดข้อมือจะมาในสไตล์เดียวกับ Active Band ของ Pixel Watch โดยมีสีให้เลือกจับจองทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สี Canyon, Obsidian และ Olive ซึ่งเป็นโทนสีที่เทียบเคียงได้กับสมาร์ทโฟน Pixel 11 Pro รุ่นใหม่ล่าสุด ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจับคู่สีอุปกรณ์กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ไอทีอื่นๆ อย่าง โน้ตบุ๊ก ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างเข้าชุดและมีสไตล์

ในส่วนของสเปกและฟีเจอร์การใช้งาน ข้อมูลหลุดจากตารางเปรียบเทียบกับรุ่น Fitbit Air และ Pixel Watch 5 ระบุว่า Fitbit Edge จะรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth แต่จะไม่มีระบบ Wi-Fi ติดตั้งมาให้ ทว่าจุดที่ได้รับการอัปเกรดขึ้นมาจากรุ่น Fitbit Air อย่างเห็นได้ชัดคือการรองรับระบบ Notifications หรือการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนอย่างเต็มรูปแบบ ช่วยให้ไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญระหว่างวัน
ด้านแอปพลิเคชันพื้นฐานที่ติดตั้งมาภายในเครื่องก็จัดว่าครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น Google Maps สำหรับการนำทาง, ระบบ Media and music controls สำหรับควบคุมการเล่นเพลงและสื่อต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Find My Phone สำหรับช่วยตามหาสมาร์ทโฟนเมื่อลืมวางทิ้งไว้ เรียกได้ว่าเติมเต็มความสะดวกสบายให้ผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี
ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งจุดเด่นที่หลายคนจับตามอง นั่นคือเรื่องของอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ทาง Google เคลมว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 7 วันต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง แถมยังใจกว้างรองรับการเชื่อมต่อร่วมกับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android และ iOS ถือเป็นสมาร์ทแทร็กเกอร์รุ่นใหม่ที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่กำลังมองหาอุปกรณ์ดูแลสุขภาพขนาดพกพา
ขอบคุณแหล่งที่มาจาก thisisgamethailand

